กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

ประวัติพระเยซู

Y5295005-12.jpg
25-12-2009 08:35


ก่อนที่พระเยซูอุบัติ ประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวที่เป็นมายังกระจัดกระจาย ไม่สามารถ รวมกัน เป็นปึกแผ่นได้ จวบจนถึงสมัยตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน มีหัวหน้าซึ่งเป็น นักพรตของศาสนายิว ประจำอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม เมื่อ พ.ศ. 543 หรือ ปีที่ 1 แห่งคริสต์ศักราช (บางตำรากล่าวว่าก่อน คริสต์ศักราช 4 ปี ) พระเยซูไครสต์ได้สมภพขึ้น ในโลกที่ตำบล เบธเลเอ็ม (ฺBethlehem) แคว้นยูดา ในประเทศปาเลสไตน์วันที่ ทรงสมภพไม่มีบันทึกไว้ แน่นอน พระศาสนาจักรได้กำหนดเอาวันที่ 25 ธันวาคม และวันดังกล่าวนี้ชาวคริสต์ถือเป็น วันคริสต์มาส บริเวณที่ทรงสมภพเป็นคอกเลี้ยงสัตว์ โดยเป็นบุตรของโยเซฟ และนางมาเรีย ตระกูลช่างไม้
         
นางมาเรียนั้นเป็นผู้สืบสกุลมาจาก พระเจ้าเดวิล โดยเป็นธิดาของโยคิมและนาง แอนนา ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเมื่อโยคิม กับแอนนาสมรสอยู่กิน กันมาเป็นเวลานาน แต่ก็ หามีบุตรไม่ โยคิมจึงได้บวงสรวงอ้อนวอน พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ประทานบุตร ที่ดีให้สักคน หนึ่ง เมื่อได้บวสรวงเช่นนี้บ่อย ๆ เข้า ในที่สุดโยคิมก็ได้บุตรีสมความมุ่งหมาย ได้ตั้งชื่อว่า มาเรีย นางแอนนาได้นำมาเรียไปถวาย ไว้ที่วัดตั้งแต่ยังเยาว์ เพื่อให้ได้เรียนวิชาศาสนาและ การเย็บปักถักร้อย ต่อมาไม่นานบิดามารดาของมาเรียได้ถึงแก่กรรม เมื่อมาเรียโตขึ้นเป็นสาวแล้ว พวกพระที่วัดเห็นว่านางสมควรจะมีสามีได้ แต่นางไม่สมัครใจจะมีสามี แต่ก็สุดวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะกฎหมายบ้านเมืองมีอยู่ว่า หญิงสาวจะไม่มีผู้ปกครองไม่ได้ พวกพระเห็นว่าโยเชพซึ่งเป็นคนจน มีอาชีพในทางเป็นช่างไม้ เป็นผู้สมควร จึงแนะนำให้โยเชพไปสู่ขอ นางมาเรียจึงรับหมั่น เมื่อสู่ขอรับหมั้นได้แล้วยังไม่ได้แต่งงานอยู่กินด้วยกัน แต่ปรากฏว่านางมาเรียมีครรภ์แล้ว (อาจจะเป็นด้วยเดชพระวิญญานบริสุทธิ์ก็ได้) ส่วนโยเซพคู่หมั่นของนางก็เป็นคนดีมีความสัตย์ซื่อ ไม่ต้องการที่จะให้ข่าวนี้แพร่หลาย จึงคิดที่จะให้นางมาเรียหลบหนีไปเสียอย่างลับ ๆ แต่เมื่อโยเซฟยังตริตรองด้วยเรื่องนี้ ในค่ำคืนวันนั้นก็ได้มีทูตของพระเจ้ามาสำแดงในฝันว่า
         
"โยเซฟ อย่าวิตกในการที่จะรับเอานางมาเรียมาเป็นภรรยาเจ้าเลยเพราะผู้ที่จะปฏิสนธิในครรภ์ของนางเป็นโดยเดช พระวิญญานบริสุทธิ์ นางจะประสูติเป็นชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วย พลไพร่ของท่านให้รอดจากความผิดของเขา”

          ครั้นโยเซฟตื่นขึ้นก็ได้ทำตามของทูตของพระเจ้า โดยได้รับนางมาเรียมา แต่มิได้ร่วมอยู่หลับนอนกับนาง จนนางประสูติบุตรชายแล้ว และได้เรียกนามของบุตรว่า “เยซู”

   เมื่อพระเยซูได้สมภพ ณ ตำบลเบธเลเอ็ม แคว้นยูดา ครั้งนั้นเฮโรดเป็นกษัตริย์ผู้ครองกรุงเยรูซาเลมได้พวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออก คือ เปอร์เซีย เดินทางมายังกรุงเยรูซาเลม แล้วถามว่า

          “ท่านผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ชาติยูดาที่อยู่ที่ไหน? เพราะว่าเมื่อเราผู้อยู่ในทิศตะวันออกได้เห็นดาวของท่านปรากฎขึ้น เราจึงหวังจะถวายนมัสการท่าน”

          ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้สดับเช่นนั้น ก็ทรงหวาดหวั่นสะดุ้งกลัว ไม่สบายพระทัย ทั้งชาวกรุงเยรูซาเลม ก็พลอยหวั่นกลัวด้วยจึงมีรับสั่งให้ประชุมบรรดาปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์แห่งพลเมือง แล้วตรัสถามว่า

           “ผู้เป็นพระคริสต์นั้นจะบังเกิดแห่งใด?”

          พวกเขาทูลว่า “ที่ตำบลเบธเลเฮ็ม แคว้นยูดา”

          กษัตริย์เฮโรดได้เชิญพวกนักปราชญ์เข้าเฝ้าเป็นการลับ แล้วได้ตรัสถามถึงที่ดาวนั้นปรากฎแล้วจึงได้ ให้พวกนักปราชญ์เดินทางไปยังตำบลเบธเลเฮ็ม พร้อมทั้งมีรับสั่ง

          “จงไปหากุมารนั้นเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เรา เพื่อเราจะได้ไปถวายนมัสการท่านด้วย”
        

  เมื่อพวกนักปราชญ์ได้ฟังคำของกษัตริย์แล้วก็ได้ลชาไป และดาวซึ่งเขาได้เห็นในทางทิศตะวันออก นั้นก็ได้นำเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารประทับอยู่นั้น พวกนักปราชญ์ก็เกิดปีติยินดี ครั้นเข้าไป ในอาศัยก็ได้พบกุมารกับนางมาเรียมารดา จึงพากันถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบเอาของวยิเศษ คือ ทองคำ กำยวน มดยอบ ออกมาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ แล้วพวกนักปราชญ?เหล่านั้นก็ได้ยินคำห้าม ในฝันมิให้กลับไปเฝ้ากษัตริย์เฮโรด จึงได้กลับไปยังเมืองของตนทางอื่น

          ครั้นพวกนักปราชญ์กลับไปแล้ว ทูตของพระเจ้าได้มาปรากฎแก่โยเซฟในฝันว่า

          “จงลุกขึ้น พากุมารกับมารดาหนีไปยังประเทศอายุมุขโต และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมารเพื่อประหารชีวิตเสีย”

          ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงได้ลุกขึ้นพากุมารกับมารดาเดินทางไปยังประเทศอายุมุขโต (อียิปต์) และได้อยู่ที่นั่นเป็นชั่วคราวก่อน ครั้นกษัตริย์เฮโรดที่กรุงเยรูซาเลมทรงทราบว่า พวกนักปราชญ์ดูหมิ่นก็ทรงกริ้วโกรธยิ่งนัก จึงทรงสั่งให้จับเด็กชายตั่งแต่อายุสองขวบลงมาในตำบลเบธเลเฮ็ม และตำบลใกล้เคียงอื่น ๆ แล้วนำไปประหารชีวิต ยังผลทำให้เด็กชายถูกจับไปประหารชีวิตตายเสียเป็นจำนวนมาก ต่อมาครั้น กษัตริย์เฮโรดพระองค์นี้สิ้นพระชนม์ ทูตของพระเจ้าจึงได้ไปปรากฎในฝันแก่โยเซฟที่ประเทศอายมุขโตว่า

          “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดากลับไปยังแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่แสวงชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว”
   

       โยเชฟจึงได้พากุมารกับมารดากลับไป.ยังแผ่นดินอิสราเอล โดยได้ไปอาศัยที่เมืองนาซาเรธ (Nazareth) แคว้นกาลิเล พรเยซูได้รับการชุบเลี้ยงดูท่ามกลางความสงบและสะอาด ในคัมภีร์ลูกากล่าวไว้ว่า มีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาสามัญ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชีวิตมีแต่เรื่องของศาสนา เรื่องของธรรดาและนักพรต เมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา ได้ไปฟังธรรมในหมู่อาจารย์ ณ วิหารแห่งหนึ่งในกรุงเยรู เป็นเด็กฉลาด ช่างสังเกต ช่างคิด สามารถตอบปัญหาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยได้ไต่ถามโยเชฟผู้บิดาและมาเรียผู้เป็นมารดาก็ได้รับ ความแปลกใจว่า ลูกของตนเป็นพูดจามีเหตุผลยิ่งกว่าเด็กสามัญทั่วไป เมื่อมีใครถามปัญหาอะไรกับพระเยซู พระเยซูมักจะตอบว่า ประเดี๋ยวก่อน ฉันจะถามบิดาของฉันดูก่อน คำว่า “บิดา” ในที่นี้พระเยซูหมายถึงพระเจ้า ซึ่งเป็นลักษณะแสดงว่าพระเยซู มีภูมิธรรมน้อยนำไปสู่ความเป็นศาสดา นอกจากนี้พระเยซูยังเจริญรอยตามอาชีพของบิดาคือ มีอาชีพช่างไม้ได้เป็นช่างไม้ช่วยบิดา แม้จะยากจนแต่ก็หาโอกาส ศึกษาใฝ่หาความรู้ เช่น ได้ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ กฎหมายเฮบรู บทกวี และได้ทรงศึกษา ค้นคว้าพระคัมภีร์ของ ศาสนายิวอย่างละเอียดเป็นพิเศษ ทรงรอบรู้ภาษาต่างชาติหลายภาษา เช่น ภาษาอียิปต์ อาหรับ และ โดยเฉพาะภาษากรีก ยังทรงมีความสามารถพิเศษในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังทางจิตอย่างสูง

หลังจากที่พระเยซูได้ออกมาจากหลงอยู่ในป่า ไม่นานก็ได้ทราบว่ากษัตริย์เฮโรดได้มีรับสั่งให้จับตัวโยฮันหรือจอห์น ให้ศีลจุ่มแก่พระองค์ไปประหารชีวิต เนื่องจากสอนศาสนาวิปริตไปจากคัมภีร์เดิม จึงหลบออกจากเมืองนาซาเรธตรงไปยัง แคว้นกาลิเลท่องเที่ยวเทศนาอยู่ตามหมู่บ้านริมทะเล ในขณะทรงดำเนินอยู่ตามชายทะเลนั้นคัมภีร์มัทธายได้แสดงว่า ทรงเห็นพี่น้องชาวประมง 2 คนหนึ่งชื่อซีมอน (Simon) หรืออีกชื่อว่า เปโตรหรือปีเตอร์ กับน้องชายชื่ออังดรูว์ (Andrew) ทรงถามคนทั้ง 2 ว่า “กำลังทำอะไร?” คนทั้ง 2 ตอบว่า “กำลังตีอวนจับปลา” พระเยซูตรัสว่า “จงตามเรามา เราจะช่วย ให้ท่านตีอวนจับคน” คนทั้ง 2 ตอบว่า เลื่อมใสก็ตามไป พระเยซูทรงพบพี่น้องชาวประมงอีก 2 คน คือ เจมส์ (James) หรือยาคอบ กับจอห์นหรือโยฮัน (John) กำลังหาปลาอยู่ พระเยซูทรงเรียกให้ตามไป สองพี่น้องก็ตามไป ต่อมานั้นพระเยซูก็ได้พบอัครสาวกต่อไปอีก รวมเป็นอัครสาวก 12 คน คือ

1. ซีมอน หรือ เปโตร
2. อังดรูว์
3. เจมส์ หรือ ยาโคโป (ยาคอบ)
4. จอห์น หรือ โยฮัน
5. ฟิลิปส์
6. บาร์โธโลยิว
7. มัทธาย (มัทธาย คนเก็บภาษี)
8. โธมัส (โธมา)
9. เจมส์หรือยาโคโป (บุตรอาละฟาย)
10. เลบบายส์ หรืออาดาย
11. ซีมอน (ชาวคานาร้อน)
12. ยูดา (ผู้กบฎ)
          ในระหว่างนั้นกิตติศัพท์ของพระเยซูไขจรขจายเลื่องลือออกไปไกล ในฐานะได้ทรงสนใจความทุกข์ยากเดือดร้อน ของสามัญชน และได้ช่วยเหลือเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เจ็บป่วยต่าง ๆ เป็นผู้ได้รับทุกข์ทรมาน ผู้ที่ถูกผีสิง หรือคนเป็นลมบ้าหมู และคนง่อยให้หายจากโรคภัยนั้น ๆ คราวหนึ่งขณะที่พระเยซูกำลังยืนเทศนาให้คนทั้งหลายฟังอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แคว้นกาลิเล ก็มีทหารโรมันหนึ่งเดินทางมาพบคนชุมนุมกันอยู่ เข้าไปดูเห็นพระเยซูกำลังยืนเทศนาอวดอ้างเกียรติคุณของพระเจ้าอยู่ เกิดความเสื่อมใส ได้ขอร้องให้พระเยซูออกไปช่วยรักษาโรคให้ลูกชายซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่ที่บ้าน พระเยซูได้ตรัสสั่งนายทหารโรมันคนนั้นเป็นความว่า

          “ท่านจงกลับไปหาลูกของท่านเถิด ถ้าท่านเชื่อว่าลูกชายของท่านจะหายจากความเจ็บป่วยด้วยอำนาจของพระเจ้า โรคก็จะอันตรายธานหายไปเอง”

          นายทหารโรมันคนนั้นก็รีบเดินทางกลับบ้านด้วยความเชื่อ พอถึงบ้านก็เห็นลูกชายหายจากความเจ็บป่วยเป็นปกติ อย่างน่าอัศจรรย์ ผลแห่งการเทศนาและการเข้าใจช่วยนเหลือผู้เดือดร้อนตกทุกข์ได้ยากทั้งหลายโดยไม่เลือกหน้าเช่นนี้ จึงได้มีผู้คนแตกตื่นมาเฝ้ารุมล้อมพระองค์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งได้ติดตามไปดูพระองค์เป็นขวัญตา นอกจากชาวแคว้น กาลิเลเองแล้ว ยังมีชาวเมืองชาวแคว้นอื่น ๆ ได้ดั้นด้นมาเฝ้าพระองค์ แม้จะต้องค้างคืนค้างแรมก็ไม่ย่อท้อ


เย็นวันหนึ่งพระเยซูได้เสด็จขึ้นไปบนยอดเข้าพร้อมกับอัครสาวก 12 คน แต่เช้าตรู่ คงด้วยมีพระประสงค์จะให้ อัครสาวกได้สัมผัสกับรสชาติแห่งความสงบ ในบรรยากาศ ส่วนตัวไกลจากสังคมมนุษย์ แต่ก็ไม่วายที่มีฝูงชนติดตาม พระองค์ไป และบังเอิญวันนั้น ในช่วงเย็นมีฝูงชนติดตามขึ้นมาเฝ้าพระองค์เป็นจำนวนมากมายเป็นพิเศษ พระองค์ จึงเสด็จลงไปยังที่ราบบนภูเขาซึ่งมีหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ มีโขดหินระเกะระกะ ทรงถือเป็น โอกาสดีที่จะพยายาม ทำความเข้าใจกับฝูงชนที่มาชุมนุมกันอยู่นั้น เกี่ยวกับลักษณะ คำสอน ของพระองค์โดยพระองค์ได้ตรัสว่า

          “อย่าคิดว่าเรามาทำลายพระบัญญัติและคำสอนของศาสดาพยากรณ์เลย เรามิได้มาทำลายแต่เรามาเพื่อจะให้สำเร็จประโยชน์”

          กล่าวคือพระเยซูได้สั่งสอนดำเนินตามคำสอนดั้งเดิมของโมเลสในพระคัมภีร์เก่า เพียงแต่แก้ไขให้ดีประเสริฐลึกซึ้งสมเหตุสมผล มีความหมายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น

          โมเลสสอนว่า ห้ามไม่ให้ฆ่ามนุษย์

          แต่พระเยซูสอนว่า ไม่ใช่แต่ไม่ควรฆ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ไม่ควรโกรธใครด้วย ไม่ควรด่า ไม่ควรกล่าวคำหยาบต่อใคร ๆ ด้วย ถ้าผู้ใดโกรธหรือด่า หรือกล่าวคำหยาบ ผู้นั้นจะต้องมีโทษถึงพิพากษา เพราะผู้ที่จะล้างบาปได้นั้นจะต้องทำใจให้บริสุทธิ์

          โมเสสสอนว่า ให้ทำการแก้แค้นเท่าเหตุที่ตนได้เสียไป

          แต่พระเยซูสอนว่า การแก้แค้นเป็นสิ่งไม่บังควรทำลาย แม้นใครเขาตบหน้าเราข้างหนึ่ง ก็หันอีกข้างหนึ่งให้เขาตบอีกดีกว่า หรือเขาอยากได้เสื้อชั้นในของเรา เราก็ควรให้เสื้อชั้นนอกแก่เขาด้วยและสอนให้อภัยมีเมตตา แม้แก่ศัตรู

          โมเลสสอนว่า ห้ามล่วงประเวณีทางกายและวาจา

          แต่พระเยซูสอนว่า แม้แต่ทางใจ (ความคิด) ก็ห้ามด้วยเช่นกัน

          โมเลสสอนว่า ไม่ควรทราบสาบาน

          แต่พระเยซูสอนว่า อย่าสาบานเลยดีกว่า และคำสอนหนึ่งพรเยซูทรงสอนที่นับถือว่าสำคัญมาก ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็น “กฎทองคำจองคริสต์ศาสนา” (Golden Rule) ก็คือ

          "จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนอย่างที่เราต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา”

          นอกจากนี้ก็ทรง สอนว่า ทำบุญไม่ต้องเอาหน้า อย่าสะสมทรัพย์ในโลกนี้ ระวังผู้เป็นประปราชญ์แต่ใจเป็นสุนัข รู้คนด้วย ผลของงานเช่นเดียวกับรู้จักต้นไม้เพราะผลไม้ เป็นต้น


เมื่อคำสอนเหล่านี้แพร่หลายออกไป ทำให้คนบางกลุ่มบางพวกเห็นว่าคำสอนของพระเยซูหลายเรื่องผิดจากคำสอนเดิมศาสนายิว และยิ่งพระเยซูกล่าวตำหนิผู้นำศาสนายิวว่าทำตนไม่เหมาะสม เป็นพวกหน้าซื่อใจคด จึงทำให้พระองค์มีผู้เกลียดชังมาก ทั้งพวกนักพรตยิวก็พาอิจฉา คำสั่งสอนใหม่ของพระเยซูกล่าวโดยสรุปความลำบากของพระเยซูในการสั่งสอนเกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ

          1.ชาวโรมันผู้มีอำนาจปกครองในเวลานั้นไม่พอใจ

          2. บรรดานักพรตชาวยิวพากันริษยาความดีของพระเยซู ด้วยเกรงว่าพระเยซูจะประกาศศาสนาชิงเอาสาวกของตนไปเสีย

          ในตอนหลัง ๆ ต่อมาพระเยซูประกาศว่า จะพาคนทั้งหลายไปสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ ในทำนองว่าตนเป็นบุตรพระเจ้า พวกนักพรตชาวยิวยิ่งไม่พอใจ มากขึ้น ได้ตั้งข้อคัดค้านพระเยซูว่า พระเยซูไม่ใช่พระเมสสิอาห์ (Messiah) ที่จะช่วยชาวยิวตามทำนาย เพราะพระเมสสิอาห์นั้นจะต้องเป็น ผู้แกล้วกล้าสามารถเป็นนักรบไม่อ่อนแอ ไม่แต่หากมาเพื่อยุยงชาติชาวยิวให้แตกแยกกัน การที่พระเยซูสอนให้คนมีความเมตตากรุณาเสียสละ และให้อภัย แม้กระทั่งแก่ศัตรู ผิดประเพณีนิยม พวกนักพรตชาวยิวจึงถือเอามาเป็นเหตุสำคัญในการกำจัดการร้าย เป็นกบฏต่ออาณาจักรโรมัน เพิ่มขึ้นจากข้อหาว่าสอน ขัดแย้งต่อคำสอนของโมเลส และบังอาจอ้างตนเป็นบุตรของพระเจ้าและเป็นพระเมสสิอาห์

ภายหลังที่พระเยซูได้ประกาศศาสนา ได้มีโอกาสสั่งสอนให้คนเป็นคนดีมีเมตตา มีความรักต่อกันและกัน รวมทั้งได้ อนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผู้เจ็บป่วย ผู้ไม่มีที่พึ่งทางใจ กำลังประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจยิ่ง โดยใช้เวลามาเพียง 3 ปี ชีวิตของพระเยซูก็จะมาถึงซึ่งอวสาน การอวสานของพระเยซูได้เกี่ยวเนื่องกับพิธีกินเลี้ยง (ขนมปังไม่มีเชื้อ) ที่เรียกว่า เทศกาลปัสคาลส์ ( Pascals) เพื่อเป็นอุนสรณ์ถึงวันที่โมเสลพาชาวยิวหนีออกจากอียิปต์พ้นจากความเป็นทาสได้ อันเป็นอาหารมื้อสุดท้าย (the Last Supper) พระเยซูได้ประทับนั่งบนโต๊ะยาวพร้อมอัครสาวก 12 คน ดูเหมือนพระเยซู จะทรงรู้ล่วงหน้าด้วยวิญญาณว่าจะมีคนมาตามจับพระองค์ และมีสาวกคนหนึ่งจะเป็นผู้ทรยศต่อพระองค์ ในขณะรับประทาน อาหารกันอยู่นั้นพระองค์ได้ตรัสปรารภเรื่องนี้ให้สาวกฟัง สาวกจึงได้ทูลถามว่าจะเป็นใครในบรรดาพวกตน

          พระเยซูจึงได้รับสั่ง "ก็ผู้ที่เอาขนมปังจิ้มในชามเดียวกับพระองค์นั้นแหละจะเป็นทรยศ” “คนเช่นนั้นเกิดมาก็เสียทีเกิด”

          ถึงกับรับสั่งต่อไปว่า ยูดาสาวกคนที่ 12 ได้ฟังเช่นนั้นคงจะรู้สึกตัวถึงกับถามพระเยซูว่า “ท่านอาจารย์หมายถึงข้าพเจ้าหรือ”

           พรเยซูกับตรัสว่า “ขนมปังนี้เท่ากับเนื้อร่างกายของพระองค์”
         



        
  พระเยซูก็เลยถูกจับโดยง่าย เพราะพระองค์ไม่ต่อสู้ป้องกันตัว ทั้งยังมีสติปล่อยให้จับด้วยดี ฝ่ายสาวกเล่าเห็นศาสดาของตนไม่ต่อสู้และยอมให้เขาจับไปแล้ว ก็พาหลบหนีไปด้วยความกลัว แม้ปิเตอร์หรือเปโตรก็กลัวอันตราย ได้แต่เดินติดตามไปในระยะที่ห่างไกล มีผู้ถามว่าเป็นสาวกของพระเยซูไม่ใช้หรือ ยังไม่กล้าตอบว่าใช่

หลังจากที่พระเยซูถูกจับแล้ว พวกทหารโรมันก็ได้นำไปสู่ที่พิพากษาโทษ คณะกรรมการศาสนาของนักพรตยิว ได้พิพากษาตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิตโดย ตรึงไม้กางเขนแต่การประหารชีวิตนั้นต้องนำเสนอขอความเห็นชอบต่อปิลาต (Pilate) ผู้เป็นหัวหน้าปกครองโรมัน ชั้นแรกปิลาต ก็บ่ายเบี่ยง แต่ในที่สุดก็ต้องประหารชีวิตตามเสียงส่วนมาก เพราะประชาชนร้องบอกว่า “จะรับบาปเอาเอง”

          ต่อมาจากนั้นในรุ่งซึ่งเป็นวันศุกร์ พวกทหารโรมันจึงให้พระเยซูแบกไม้กางเขนเดินทางออกไปสู่ตำบลโกลโกธา (Golgotha) (ซึ่งแปลว่าตำบลเนินหัวกะโหลกผี) อันเป็นสถานที่ประหารคน พร้อมกันนั้นก็ได้นำนักโทษของบ้านเมืองคนอื่นอีก 2 คน เพื่อไปประหารชีวิตโดยตรึงไม้กางเขนเช่นเดียวกับพระเยซูเบื้องซ้ายคนหนึ่ง เบื้องขวาอีกคนหนึ่งในระหว่างทางไปสู่ที่ตรึง ณ เนินโกลโกธา นั้น ได้ผู้เดินทางตามไปดูเป็นจำนวนมาก มีคนผู้หนึ่งเดินทางตามไปแลร้องไห้ไปพลางด้วยความสงสาร พรเยซูทรงรับสั่งว่า“อย่าร้องไห้สงสารเราเลย จงร้องไห้สงสารตัวเองเถิด”

          เมื่อเดินทางถึงตำบลโกลโกธาอันเป็นเนินประหารชีวิตแล้ว พวกทหารโรมันก็ได้จับพระเยซูขึ้นตรึงกับไม้กางเขน เพื่อเป็นการประจาน เอาตะปูตอกมือที่มือเหยียดยาวทั้งสองข้าง ส่วนเท้าทั้งสองข้างไขว้ติดกันแล้วเอาตะปูตอก โดยมีนักโทษถูกตรึงในลักษณะเดียวกัน ข้างซ้ายคนหนึ่ง และข้างขวาอีกคนหนึ่ง นับว่าเป็นการประหาร ชีวิตด้วยวิธีที่เหยี้มโหดและเหยียดหยามอย่างโจร ในระหว่างที่ถูกตรึงนั้นพระเยซู ได้รับการทรมานอย่างแสนสาหัส ในขณะนั้นก็ได้ทรงขอน้ำดื่มแล้วทรงขอพรจากพระเจ้า และมีคำสั่งว่า “ขอทรงยกโทษให้เขาเพราะเขาได้ทำไปในสิ่งเขาไม่รู้” คำพูดประโยคนี้ดูเหมือนถือกันว่าเป็นปัจฉิมพจน์ของพระเยซู ตั้งแต่เที่ยงวันของวันนั้นจนถึงบ่าย 3 โมง มีความวิปริตทางดินฟ้าอากาศ โดยอากาศได้มือครื้มทั่วไปทั้งแผ่นดิน พอพระเยซูตรัสปัจฉิมพจน์ดังกล่าวแล้วไม่นาน มีพระโลหิตซึมจากมือและเท้าที่ถูกที่ตุปูตอก และพระศอ (คอ) ตกแล้วก็สิ้นพระชนม์ชีพไปอย่างเหลือที่จะทนทรมานได้เมื่อ พ.ศ. 575 มีพระชนมายุ ได้ 32 พรรษา ทั้ง ๆ ที่ ยังหนุ่มและยังโสด

          ต่อมาจากนั้นพวกทหารโรมันก็ได้จัดการนำศพไปบรรจุ การบรรจุนั้นได้เจาะศิลาเข้าไป แล้วเอาศพบรรจุ เอาแผ่นหินก้อนใหญ่เป็นฝาปิดปากช่อง มีผู้คนตามไปดูการบรรจุศพเป็นจำนวนมาก และหลายคนได้นำเอาน้ำหอมไปประพรมหลุมศพบรรจุศพด้วย พอถึงวันอาทิตย์มีผู้คนพากันไปสักการะหลุมบรรศพ แต่กลับได้พบว่าแผ่นดินฝาหลุมศพได้เคลื่อนออก และไม่มีศพอยู่ภายใน เป็นความเชื่อถือกันในหมู่คริสตศาสนิกชนส่วนมากว่า พระเยซูได้ทรงกลับฟื้นคืนชีพเสด็จขึ้นสวรรค์ อย่างไรก็ตามการที่พระเยซูต้องถูกตรึงด้วยไม้กางเขนสิ้นชีพเช่นนี้ นิกายโรมันคาทอลิกถือว่า พระยะโฮวาผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่มวลชนมนุษยชาติ ได้ประทานพระบุตร (พระเยซู) ลงมาเพื่อเสียสละชีวิตเป็นการไถ่ถอนโทษบาป (Atonement) ของมนุษย์ โดยพลีชีวิตพระบุตรของพระองค์ให้เป็นทาสพลี

         
เมื่อพระเยซูได้ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีที่เหี้ยมโหด และสิ้นชีพอย่างทรมานไปแล้ว สาวกที่เคยหลบหนีเอาตัวรอดนั้นกลับได้คิด โดยเปโตรหรือปิเตอร์ อัครมหาสาวก ได้ประกาศตัวเป็นสาวกของพระเยซูโดยเปิดเผยและได้ทำการยอมสละชีวิต ประกาศเผยแพร่คำสั่งสอนของพระเยซูจน ถูกจับส่งไปกรุงโรม แต่กษัตริย์ผู้ปกครองกรุงโรมันตัดสินว่าไม่ผิด เลยได้โอกาสเผยแพร่คำสั่งสอนเป็นการใหญ่จนแพร่หลายกลายเป็นศาสนา และปิเตอร์หรือเปโตรเองก็ได้รับยกย่องว่าเป็นนักบุญ (Saint) เท่ากับเป็นอรหันต์องค์หนึ่งของคริสต์ศาสนาซึ่งชาวคริสต์ศาสนิกชนได้พากัน เรียกว่า เซนต์ปิเตอร์ ต่อมาได้กลายเป็น ชื่อของมาวิหารสำคัญ คือ วิหารเซนต์ปิเตอร์ตั้งอยู่ในบริเวณสำนักวาติกันในกรุงโรมทุกวันนี้ ส่วนยูดาสาวกผู้ทรยศรับสินจ้างเป็นเงินเพียง 30 แผ่น ให้ทหารโรมันมาจับอาจารย์ของตนไปประหารนั้น ภายหลังก็กลับได้สำนึกในความผิดของตน เสียใจทนอยู่ในโลกดูหน้าใครไม่ได้ จึงนำเงินค่าจ้างฆ่าพระเยซูนั้นไปบริจาคอุทิศให้แก่คนยากจนในโบสถ์แห่งหนึ่ง แล้วไปผูกคอตาย

                                                      
44920_1.gif
25-12-2009 08:35

      
สำหรับคนนับถือศาสนาคริสต์ ก็รู้ให้มากๆด้วยนะ

[ แก้ไขล่าสุด Oo__อากาศ__oO เมื่อ 25-12-2009 08:35 ]
ขอบคุณกับความรู้ดีๆที่นำมาฝาก
ขอบคุณมากครับสำหรับสาระดีดี

อะฮิอะฮิ
ขบคุณกะสาระดีๆจ้า
ขอบ คุน ที่ นำ มา บอก น๊า ๆ
ขอบคุณคับ
ที่เอามาฝาก
ขอบคุณคร่ะ
กลับไปยังรายบอร์ด